วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

yeshool


เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สามารถให้คำจำกัดความอย่างง่ายและสั้น คือ เครื่องดื่มที่ได้จากการหมักแล้วนำไปกลั่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ชนิดของเครื่องดื่มนั้น และเมื่อบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไปจะเป็นพิษ ต่อร่างกาย การแบ่งประเภท หรือชนิดของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก โดยยึดหลักlumวิธีการทำเครื่องดื่มมาเป็นบรรทัดฐานในการแบ่งแยกชนิด
    1. เครื่องดื่มที่ได้จากการหมัก
เครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ สามารถนำมาหมักได้ทั้งนั้น โดยการเติมยีสต์ลงไปในเครื่องดื่มนั้น ๆ ปริมาณแอลกอฮอล์ที่อยู่ในเครื่องดื่มจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มนั้น น้ำตาลในเครื่องดื่มก็คือ อาหารสำหรับยีสต์ ถ้าเราจัดเสบียงอาหารให้กับยีสต์มาก ยีสต์ก็สามารถแพร่พันธุ์ เพิ่มจำนวนและมีชีวิตได้นาน แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มได้จากการที่ยีสต์กินน้ำตาล และในเวลาเดียวมันก็ผลิตแอลกอฮอล์ ขึ้นมาเหมือนสัตว์ประเภท เมื่อมีการบริโภคก็จะต้องมีการขับถ่าย ออกมาในขณะที่ยีสต์มีชีวิตและกินน้ำตาล ปริมาณแอลกอฮอล์ ในเครื่องดื่มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่เกิน 16 % โดยประมาณ เพราะถ้าปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่า 16 % แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มก็จะฆ่ายีสต์ตายหมด เมื่อยีสต์ตายขบวนการหมักก็จะหยุด ปริมาณแอลกอฮอล์ก็จะไม่เพิ่มขึ้น ยกกัวอย่างเครื่องดื่มที่ได้จากการหมักคือ เบียร์ไวน์ ถ้าท่านสังเกต เบียร์ที่มีชื่อเสียงและเป้นที่นิยมในตลาดส่วนใหญ่ จะมีแอลกอฮอล์ในปริมาณไม่เกิน 6 % ส่วนไวน์ไม่เกิน 15 % น้อยมากที่จะมีปริมาณสูงกว่านี้ เหตุผลก็คือว่า ไม่เป็นที่นิยม ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์มากก็จะทำให้รสชาติเปลี่ยนไปและบาดคอ
      
มีหลายวิธีที่จะทำให้ขบวนการหมักหยุด เพื่อจะได้ปริมาณแอลกอฮอล์ ตามที่ต้องการ เช่น การกรองเายีสต์ออกจากเครื่องดื่มการใช้ความร้อนเพื่อให้ยีสต์ตาย และอื่น ๆ แล้วแต่ละบริษัทสมารถคิดค้นขึ้นมาได้
2. เครื่องดื่มที่ได้จากการกลั่น
การกลั่น คือ การแยกแอลกอฮอล์ออกจากของเหลวที่ได้จาการหมักโดยอาศัยคุณสมบัติตามธรรมชาติของน้ำและแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะมีจุดเดือดที่ 78.5 องศา ส่วนน้ำที่มีจุดเดือดที่ 100 องศา ซึ่งแอลกอฮอล์ จะมีจุดเดือดที่ต่ำกว่าน้ำ เมื่อนำของเหลวที่ได้จากการหมัก มาต้มโดยให้ความร้อนคงที่ประมาณ 78.5 องศา แอลกอฮอล์จะระเหยขึ้นมาโดยจะไม่มีน้ำปะปน เมื่อไอแอลกอฮอล์ระเหยและผ่านความเย็นมันก็ควบแน่นกลาย เป็นของเหลวแอลกอฮอล์
        การกลั่น ก็คือ วิธีที่สูงขึ้นมาอีกขั้นจากการหมัก โดยนำเอาเครื่องดื่มหมักเสร็จเรียบร้อยแล้ว มากลั่นเพื่อแยกแอลกอฮอล์ ออกจากน้ำ ยกตัวอย่าง เครื่องดื่มที่ได้จากการกลั่น คือ บรั่นดี วิสกี้ จิน วอดก้า
3. เครื่องดื่มที่ได้จากการกลั่นโดยมีการปรุงแต่งเพิ่มเติม
หลังจากการกลั่นเรียบร้อยแล้ว มีการปรุงแต่งรสชาติเพิ่มเติม เพื่อให้มีเครื่องดื่มหลากหลาย ตัวอย่างเครื่องดื่มที่ได้จากการกลั่น โดยมีการปรุงแต่งเพิ่มเติม คือ คาฮ์ลัว ( Kahlua ) ซึ่งจะมีรสกาแฟทริเปิ้ล เซค ( Triple Sec ) จะมีรสส้ม

ประเภทของเครื่องดื่ม

                                                       ประเภทของเครื่องดื่ม



การแบ่งประเภทของเครื่องดื่มผสม มี 2 แบบ คือ
              1. แบ่งตามฐาน (Base) หรือเรียกว่า " สุราหลัก" ที่ใช้ผสม
       หมายถึงการแบ่งประเภทเครื่องดื่มผสมออกไปตามประเภทของสุราที่ใช้หลักในการผสม เช่น ทอมคอลลินส์ , ออเรนจ์จ์ บล็อสซอม , ยินฟิซ ต่างก็มี ยิน เป็นส่วนผสมหลัก ก็เรียกได้ว่าจัดเยู่ในเครื่องอื่มผสมประเภท Gin base (ยินเบส ) เป็นต้น
              2. แบ่งตามลักษณะทั่วไป
         - ค็อกเทล ( cocktail ) หมายถึงเครื่องดื่มผสมที่มีสุราเป็นหลักมีส่วนผสมอื่น ๆ ปนอีด้วย เช่น น้ำผลไม้หรือสุรา อื่น อีกชนิดหนึ่ง ข้อสำคัญคือค็อกเทลจะมีปริมาตรน้อย ส่วนใหญ่ไม่เกิน 6 ออนซ์ มีรสชาติค่อนข้างจัด และมักใช้ดื่มก่อนอาหาร
      - ลองก์ดริ้งค์ (Long drink ) เครื่องดื่มผสมที่มีปริมาณตั้งแต่ 12 ออนซ์ ขึ้นไป และมักใส่แก้วชิมนี่ มีส่วนผสมของสุราอยู่ด้วย มักใช้ดื่มในที่อากาศร้อน หรือ ในงานปาร์ตี้ (ที่ไม่ใช่ค็อกเทลปาร์ตี้)
      - มิกซ์ดริ้งค์ ( Mixed drink ) หมายถึงเครื่องดื่มผสมอันมีสุราเป็นหลัก และมีน้ำผลไม้หรือซอฟดริ้งค์ หรือ อื่น ๆ ที่ไม่ใช้สุราเป็นว่วนประกอบ ดดยที่การปรุงส่วนผสมทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน จะไม่มีการใช้เครื่องมือในการปรุง เช่น เชคเกอร์ หรือ เบล็นเดอร์แต่อย่างใด ปริมาตรของเครื่องดื่มจำพวกมิกซ์ดริ้งจะไม่ต่ำกว่า 8 ออนซ์ แต่ ไม่เกิน 10 ออนซ์ บางแห่งเรียกเครื่องดื่ม Mixed drink นี้ว่า ไฮบอล ( High Ball )
     - ฮ็อทดริ้งค์ ( Hot Drink ) ได้แก่เครื่องดื่มที่เสิร์ฟในขณะที่ยังร้อนอยู่ ( ไม่รวมพวก ชา กาแฟ โกโก้ นทร้อน ฯลฯ ซึ่งจัดเป็นพวกอาหาร ) และมีส่วนผสมของสุรา เช่น ไอริช คอฟฟี่
     - น็อน - แอลกอฮอลิค มิกซ์ดริ้งค์ ( Non - Alchoholic Mixed Drink ) หมายถึง เครื่องดื่มผสมที่ไม่มีแอลกอฮอล์ปน ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใด ข้อสำคัญคือต้องมีเครื่องดื่มผสมกัน 2 ชนิด ขึ้นไป เช่น ฟรุทพันช์ เชอรี่ เท็มเปิ้ล

การวิเคราะห์ SWOT

                                                     การวิเคราะห์ SWOT

 

   

การวิเคราะห์  SWOT  ประกอบด้วย

1.       การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน  (S W)

สภาพแวดล้อมภายในประกอบด้วย  ปัจจัยที่อยู่ภายในองค์กร  ได้แก่  โครงสร้างวัฒนธรรม  และทรัพยากรขององค์กร  โครงสร้างจะแสดงให้เห็นถึงการรวมกลุ่มงาน  ความสัมพันธ์ทางอำนาจหน้าที่  การไหลเวียนของงาน  การติดต่อสื่อสารภายใน  ซึ่งวัฒนธรรมองค์กร  (Corporate  culture)  จะหมายถึงความเชื่อ  ความคาดหวัง  และค่านิยมร่วมกัน  โดยทั่วไปจะปรากฏขึ้นมาเป็นบรรทัดฐานที่ระบุถึงพฤติกรรมที่ยอมรับกันของบุคคลตั้งแต่ผู้บริหารลงมาจนถึงพนักงานระดับล่างสุด  ส่วนทรัพยากรขององค์การ  (Corporate  resources)  จะหมายถึง  ทรัพย์สินทุกอย่างภายในองค์การ  ได้แก่  คน  เงินทุน  วัตถุดิบ  เทคโนโลยี และทักษะ  เป็นต้น  (วัฒนา   วงศ์เกียรติรัตน์.  2546 : 127 – 128  และสมยศ  นาวีการ.  2544 : 24 – 25)  ซึ่งการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในประกอบด้วย

1.1)  จุดแข็ง  (Strengths)  หมายถึง  การดำเนินงานภายในองค์การที่ต้องวิเคราะห์การดำเนินงานภายใน  เช่น  การบริหรการเงิน  การตลาด  การวิจัยและพัฒนาเพื่อการพิจารณาถึงจุดแข็งของการดำเนินงานภายในเหล่านี้เป็นระยะ  และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของการดำเนินงานเหล่านี้อยู่เสมอ

1.2)  จุดอ่อน  (Weakness)  หมายถึง  การดำเนินงานภายในองค์กรที่ไม่สามารถกระทำได้ดี  เช่น  การบริหาร  การเงิน  การตลาด  การวิจัยและพัฒนา  จะเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ

 

2.       การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก  (OT)

สภาพแวดล้อมภายนอกประกอบด้วยปัจจัยที่อยู่ภายนอกและไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมระยะสั้นของผู้บริหารระดับสูง  ซึ่งสภาพแวดล้อมภายนอกจะมีอยู่สองส่วนคือ  สภาพแวดล้อมการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป  สภาพแวดล้อมการดำเนินงาน  (Task  environment)  จะประกอบด้วย  ปัจจัยที่กระทบและถูกกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน  ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่  ผู้มีส่วนได้เสีย  รัฐบาล  ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ  ชุมชน  คู่แข่งขัน  และกลุ่มผลประโยชน์

สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป  (General  environment)  จะประกอบด้วยปัจจัยที่ไม่กระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานระยะสั้น  ปัจจัยเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจระยะยาวได้แก่  เศรษฐกิจ  สังคม  วัฒนธรรม  เทคโนโลยี  การเมืองและกฎหมาย  (สมยศ  นาวีการ.  2544 : 24 – 25  และสุพานี   สฤษฏ์วานิช.  2544  :  136)  ซึ่งการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกประกอบด้วย

2.1)  โอกาส  (Opportunities)  หมายถึง  สภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานขององค์การ  ซึ่งต้องคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก  เช่น  เศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  เทคโนโลยี  และการแข่งขันเพื่อการแสวงหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเหล่านี้  เช่น  การพัฒนาของคอมพิวเตอร์  การเปลี่ยนแปลงของประชากร  และการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและทัศนคติ  และการแข่งขันจากต่างประเทศ  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจจะทำให้ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป


2.2)  อุปสรรค  (Treats)  หมายถึง  สภาพแวดล้อมภายนอกที่คุกคามต่อการดำเนินงานขององค์การ  สภาพแวดล้อมเหล่านี้ได้แก่  เศรษฐกิจ  สังคม  วัฒนธรรม  เทคโนโลยีและการแข่งขัน

จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน  (จุดแข็งและจุดอ่อน)  และสภาพแวดล้อมภายนอก  (โอกาสและอุปสรรค)  สามารถแสดงเป็นตาราง  SWOT  ได้ดังนี้  (สมยศ  นาวีการ.  2546 : 80 – 81) 

 

ตารางแสดงการวิเคราะห์  SWOT


ปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายนอก

S  =  ระบุจุดแข็งภายใน

W  =  ระบุจุดอ่อนภายใน

O  =  ระบุโอกาสภายนอก

SO  =  ยุทธศาสตร์เชิงรุก

WO  =  ยุทธศาสตร์เชิงพัฒนา

T  =  ระบุอุปสรรคภายนอก

ST  =  ยุทธศาสตร์เชิงรับ

WT  =  ยุทธศาสตร์เชิงถอย


 

ตาราง  SWOT  ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ทางเลือกขององค์การจะมีอยู่  4  อย่าง  ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วอาจจะดำเนินยุทธศาสตร์ผสมกันได้  (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. 2546 : 34 – 35)

ยุทธศาสตร์เชิงรุก  (SO  Strategies)  เมื่อผลของการพิจารณาปัจจัยที่เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกอยู่ในช่องจุดแข็งและโอกาส  (O)  เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้  เมื่อผู้ดำเนินการมีจุดแข็งและโอกาสเอื้ออำนวย

ยุทธศาสตร์เชิงพัฒนา  (WO  Strategies)   เมื่อปัจจัยแห่งความสำเร็จของสภาพแวดล้อมภายในไปอยู่ในช่องจุดอ่อน  (W)  แต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จของสภาพแวดล้อมภายนอกอยู่ในช่องโอกาส  (O)  เป็นยุทธศาสตร์ที่ปรับจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง  เพื่อให้สามารถดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกได้เมื่อโอกาสเอื้ออำนวยแต่ผู้ดำเนินการมีจุดอ่อน

ยุทธศาสตร์เชิงรับ  (ST  Strategies)  เป็นยุทธศาสตร์ที่ปรับอุปสรรคให้เป็นโอกาสเพื่อให้ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกได้  หากผู้ดำเนินการมีจุดแข็งแต่โอกาสไม่เอื้ออำนวยให้เนื่องจากปัจจัยแห่งความสำเร็จของสภาพแวดล้อมภายในอยู่ในช่องจุดแข็ง (S)  แต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จของสภาพแวดล้อมภายนอกในช่องอุปสรรค  (T)

ยุทธศาสตร์เชิงถอย  (WT  Strategies)  เป็นยุทธศาสตร์ที่ปรับการดำเนินงานเพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ไปเป็นรูปแบบอื่น  เนื่องจากปัจจัยแห่งความสำเร็จของสภาพแวดล้อมภายในอยู่ในช่องจุดอ่อน  (W)  และปัจจัยแห่งความสำเร็จของสภาพแวดล้อมภายนอกอยู่ในช่องอุปสรรค  (T)

 

ข้อพิจารณาในการตัดสินใจเลือกยุทธศาสตร์

                ในการตัดสินใจเลือกยุทธศาสตร์ใด ๆ  จำเป็นต้องคำนึงถึงบรรทัดฐานและเงื่อนไขบางประการดังต่อไปนี้  (ปกรณ์  ปรียากร.  2546  :  155 – 156  และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.  2546 : 51)

1)      บรรทัดฐานหลัก

-          ต้องตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมภายนอก

-          ต้องคำนึงถึงการรักษาสถานภาพและความได้เปรียบในการแข่งขัน

-          ในแต่ละด้านที่กำหนดต้องมีความสอดคล้องกัน

-          ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่น

-          ต้องสอดคล้องกับภารกิจและวัตถุประสงค์

-          ต้องมีความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน

2)      เงื่อนไขที่ต้องพิจารณา

-          ความเพียงพอของทรัพยากรโดยเฉพาะทางการเงิน

-          ทัศนคติในเชิงบวก

-          สมรรถนะขององค์การโดยรวม

ความว่องไวในการตอบโต้หรือโต้กลับในสถานการณ์ที่นอกเหนือความคาดหมาย

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


เป็นรูปแบบที่นิยมจัดในงานเลี้ยงแสดงความยินดีในโอกาสต่างๆ มีการจัดทั้งในอาคารและในพื้นที่โล่งกลางแจ้ง รวมทั้งริมสระน้ำ มีลักษณะไม่เป็นพิธีการมากนัก “ค็อกเทล”เป็นเครื่องดื่มผสมตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นเหล้าผสมที่ให้บริการที่บาร์ งานเลี้ยงแบบค็อกเทลจึงเน้นบริการเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ (hard drink) และไม่มีแอลกอฮอล์ (soft drink) โดยจะจัดบริการอาหารประเภทอาหารว่าง อาหารทานเล่น รวมถึงอาหารเรียกน้ำย่อยไว้ให้แขกร่วมงานเดินเลือกหยิบรับประทานตามชอบ เหมาะสำหรับการจัดเลี้ยงแขกจำนวนมาก

 

  • ในงานเลี้ยงจะไม่มีโต๊ะอาหารจัดให้แขกนั่งรับประทาน มีเพียงโต๊ะวางอาหารตั้งไว้เป็นส่วนกลางอยู่มุมต่างๆ และบริเวณส่วนกลางของงาน เปิดโอกาสให้แขกร่วมงานเดินไปมารอบงานเพื่อทักทายเจ้าภาพและพบปะสังสรรค์กับผู้ร่วมงานอื่นๆ
  • ระหว่างงานเลี้ยงพนักงานจะเดินถือถาดเสิร์ฟเฉพาะเครื่องดื่มไปตามบริเวณต่างๆของงาน ให้แขกได้เลือกและถือแก้วเครื่องดื่มไว้ในมือ
  • อาหารที่บริการจะจัดวางไว้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน ปริมาณและความหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าภาพซึ่งเป็นผู้กำหนดส่วนใหญ่จะเป็นอาหารชิ้นเล็กขนาดพอคำที่หยิบรับประทานได้สะดวก เพื่อแกล้มไปกับเครื่องดื่มโดยใช้ไม้จิ้มขึ้นมารับประทาน
  • ในโรงแรมขนาดใหญ่นิยมจัดจานขนาดเล็กไว้ที่โต๊ะวางอาหารเพื่อให้แขกใส่อาหารรับประทานภายในงาน และจัดวางเก้าอี้ไว้ตามมุมต่างๆ ของงาน เพื่อให้นั่งพักได้
  • อาหารที่บริการมีทั้งคาวหวานแต่จะไม่ใช่ประเภทอาหารมื้อหลัก ที่ทำให้ผู้รับประทานอิ่มท้องเหมือนงานเลี้ยงแบบอื่น แขกร่วมงานจึงสามารถรับประทานอาหารมื้อค่ำหลังจากงานเลิกได้
  • ปัจจุบันในโรงแรมขนาดใหญ่มีการจัดเพิ่มซุ้มบริการอาหารที่มีผู้ปรุง และตักใส่ถ้วยหรือจานขนาดเล็ก ให้แขกร่วมงานตามมุมต่างๆ ของงาน และเจ้าภาพยังอาจให้โรงแรมจัดโต๊ะว่างจำนวนไม่มากให้แขกสำคัญนั่งรับประทานได้
  • งานเลี้ยงตอนเย็นนิยมเริ่มประมาณ 18.00 น. เวลาในการบริการอาหารค่อนข้างสั้น ประมาณ 1 - 1½ ช.ม. จึงเป็นงานเลี้ยงที่เลิกได้เร็วกว่าแบบอื่น แขกสามารถอำลาออกจากงานได้ตามความสะดวก การคิดราคาจะคิดเป็นราคาต่อแขก 1 คน

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

การผสมค็อกเทล

การผสมค็อกเทล
      ค็อกเทล (COCKTAIL)
  1. ได้จากการผสมเหล้าชนิดต่างๆหรือส่วนผสมอื่นๆ เข้าด้วยกัน โดยมีส่วนผสมที่แน่นอน ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนผสมแต่ละชนิดและจะทำให้มีรสชาติ สีสันที่แตกต่างกัน รูปแบบต่างๆ ค่อนข้างจะมีกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องและแน่นอนโดยชี้เฉพาะลงไปว่า

     
  • เครื่องปรุง กี่อย่าง
  • อัตราส่วน เท่าไหร่
  • สีสัน เป็นอย่างไร
  • รสชาติ เป็นอย่างไร
  • ภาชนะที่ใช้บรรจุ ประเภทไหน
  • เครื่องประดับตกแต่ง เป็นอย่างไร                                                                                                            อุปกรณ์ในการผสมค็อกเทล เช่นช้อนบาร์ยาวๆสำหรับคน ไม้คนสั้น ไม้คนยาว ที่กรองเฉพาะน้ำ ที่เปิดขวด ที่เปิดกระป๋อง มีดหั่นผลไม้ ที่เปิดขวดไวน์ และแก้วรูปทรงและขนาดต่างๆ  ค็อกเทล เมื่อผสมหรือเชคเสร็จ ก็จะถูกจัดใส่ลงในแก้วที่มีขนาดพอเหมาะ แล้วควรมีเครื่องประดับที่ปากแก้ว ซึ่งควรใช้เฉพาะที่รับประทานได้ เช่นผลไม้สด ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม หรือผัก เช่น ขึ้นฉ่าย (ซาลารี่) สะระแหน่ เป็นต้น พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้เสียบผลไม้ประดับ (Cocktail Pick) หรือจะใช้ไม้จิ้มฟัน นอกจากนี้อาจมีหลอดไม้คนเหล้าไว้ใช้กับเครื่องดื่มผสมในสูตรต่างๆ 

  • ค็อกเทล แบ่งออกได้ 4 ชนิด คือ
    1. แอพเพอริทิฟ ค็อกเทล (Aperitif Cocktail)   นิยมดื่มก่อนอาหาร เพื่อเรียกน้ำย่อย เช่น Martini, Manhattan, Old Fashion
    2. ค็อกเทล (Cocktail) เครื่องดื่มที่นิยนดื่มในงานเลี้ยงต่างๆ มีรสหวานและมีการผสมผลไม้ต่างๆ เช่น Pink Lady, Bacadi Cocktail, Alexander
    3. ไฮบอล หรือ ลองดริ๊งค์ (Highball or Long Drink) นิยมดื่มแก้กระหาย มีน้ำผลไม้และน้ำเชื่อมเป็นส่วนผสม ทำให้มีรสเปรี้ยว หวาน เช่น Fizz, Collins
    สะติมิวแลนท์ ( Stimulant) เหมาะสำหรับบำรุงร่างกาย เพราะมี ครีม ไข่ นมสด ผสมอยู่ ส่วนมากนิยมดื่มในตอนเช้า เช่น Egg Nog, Flips
          
         วิธีการผสมเครื่องดื่ม
    การผสมเครื่องดื่มก็มีกรรมวิธีหลายอย่างทั้งแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย และค่อยๆยุ่งยากขึ้นตามลำดับ
    1. การริน หรือ เท (To Build) เราไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย เป็นการผสมลงในแก้วที่ใช้เสิร์ฟ โดยตวงส่วนผสมลงในแก้วให้ครบส่วน
      • การผสมแบบเทลงไปในแก้ว ไฮบอล
        • แก้ว   =  ไฮบอล
        • น้ำแข็ง  =  น้ำแข็งยูนิตหรือน้ำแข็งก้อน
        • ชนิดเหล้า = แล้วแต่สูตรหรือลูกค้าสั่ง
        • ส่วนผสมอื่นๆ = น้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีรสซ่า
      • การผสมแบบ ออน เดอะ ร็อค
        • แก้ว  =  ออน เดอะ ร็อค
        • น้ำแข็ง  =  น้ำแข็งยูนิตหรือน้ำแข็งก้อน
        • ชนิดเหล้า = แล้วแต่สูตรหรือลูกค้าสั่ง
      • การผสมแบบ สะเตทอัพ
                                                                                                         
        • แก้ว  =  ลิเคียว
        • ชนิดเหล้า = แล้วแต่สูตรหรือลูกค้าสั่ง                          
      สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับการผสมแบบ ริน (To Built)
      1. แก้ว ไฮบอล หรือ ออน เดอะ ร็อค หรือแก้วลิเคียว
      2. น้ำแข็งก้อน (Ice Cubes)
      3. ที่สำหรับตวง (Jigger)
      4. เหล้าที่จะใช้ (Liquour Base)
      5. สูตร หรือส่วนผสม (Mixer)
      6. คนให้เข้ากัน (Stir Well)
      7. ประดับ ตกแต่ง (Gernish)
      8. เสริฟด้วย ไม้คนเหล้า (Served With Stir)

         
    2. การคน (To Stir)  คือการผสมแบบคนส่วนผสมจากภาชนะอื่นผสมกับน้ำแข็งแล้วกรองเอาเฉพาะน้ำเสิร์ฟไม่ให้มีน้ำแข็งปะปนลงไปด้วย ซึ่งตามบาร์มาตรฐานจะมีที่กรองน้ำแข็งที่เราเรียนกว่า Strainer   แล้วเทลงแก้วประเภทสั้น เพียงเพื่อต้องการให้
      • มีความเย็นพอประมาณ
      • ต้องการให้เหล้าผสมเข้ากันได้ดี
      • คงความเข้มข้นของรสชาติให้เหมือนเดิม
      • สีสรรและกลิ่นไม่เปลี่ยน
         

      สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับการผสมแบบ คน (To Stir)


      1. แก้ว หรือ เชคเกอร์ ทีใช้สำหรับผสม (Mixer Glass or Shaker)
      2. สูตร หรือส่วนผสม (Mixer)
      3. ที่สำหรับตวง (Jigger)
      4. น้ำแข็งก้อน (Ice Cubes)
      5. ช้อนบาร์ (Bar Spoon)
      6. ที่สำหรับกรองเหล้า (Cocktail Strianer)
      7. แก้วสั้น (Short Glass)
      8. ประดับ ตกแต่ง (Gernish)
      ค็อกเทลชนิดนี้เป็นประเภท
      • เหล้า + เหล้า + น้ำแข็ง
      • เหล้า + เหล้า + บิทเทอร์ + น้ำแข็ง
      • เหล้า + เหล้า + บิทเทอร์ + ไซรัป + น้ำแข็ง
      • เหล้า + บิทเทอร์ + ไซรัป + น้ำแข็ง

         
    3. การเขย่า (To Shake) คือการเขย่าให้เย็นการผสมแบบนี้มักใช้กับค็อกเทลที่มีส่วนผสมที่เข้ากันค่อนข้างยาก จึงต้องใช้แรงเขย่าเข้าช่วย อุปกรณ์ที่ใช้เขย่าเรียกว่า เชคเกอร์ (Shaker)

      • Shake Non Ice  คือ เขย่าให้เย็น ถึงเย็นจัด จากเชคเกอร์ แล้วกรองเอาแต่น้ำ เทใส่แก้วที่จะเสริฟ  เหตุผลที่ต้องผสมแบบนี้คือ
        • วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสม เป็นของเหลวที่มีความเข้มข้นต่างกัน
        • ต้องการความผสมผสานและความกลมกลืนของเหล้าอย่างมาก
        • ต้องการความมาตรฐานในการปรุง
        • ความเย็นที่ปรุงได้เป็นสิ่งจำเป็นของเหล้าประเภทนี้
        • ต้องการ สีสัน กลิ่น ความกลมกลืนของเหล้าที่ได้สัดส่วน
      สรุปขั้นตอนปฏิบัติของการผสมแบบ Shake Non Ice
      • เครื่องที่ใช้เขย่า ( Cocktail Shaker)
      • สูตร หรือส่วนผสม (Mixer)
      • ที่สำหรับตวง (Jigger)
      • น้ำแข็งก้อน (Ice Cubes)
      • แก้ว ( Glass)
      • ประดับ ตกแต่ง (Gernish)
      • Shake Ice คือ ลักษณะของเครื่องดื่มประเภท ลองดริ๊ง (Long Drink) เขย่าให้เข้ากันแล้วเทรวมกันทั้งน้ำและน้ำแข็ง ในแก้วทรงสูง ประดับให้ดูเหมาะสมและสวยงาม เสริฟพร้อมหลอดดูด

         
    4. การปั่น (Blender) คือการปั่นด้วยเครื่องไฟฟ้า เพื่อให้เครื่องดื่มเย็นจัด โดยการใส่ส่วนผสมที่ต้องการลงในเครื่องปั่นพร้อมน้ำแข็งจะได้เครื่องดื่มเป็นเกล็ดเย็นจัด การผสมเครื่องดื่มโดยการปั่น
      มักจะใช้กับส่วนผสมที่เป็นชิ้นๆ และเข้ากันค่อนข้างยาก เช่น ผลไม้ น้ำผลไม้ ครีม ไอศกรีม น้ำแข็ง เป็นต้น  จุดประสงค์ของการผสมแบบนี้คือ

      • ต้องการความเย็นจัดเป็นน้ำแข็ง (Frozon)
      • เครื่องปรุงเป็นเนื้อผลไม้
      • ต้องการปริมาณจำนวนมากในการผสมครั้งเดียว
      • เครื่องดื่มจะไม่มีความแตกต่างของสี กลิ่น และรสชาติ
      • ประหยัดเวลา

         
      สรุปขั้นตอนปฏิบัติของการผสมแบบ To Blend
                                                                                          
      • เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ( Electric Blender)                                                
      • สูตร หรือส่วนผสม (Mixer)
      • ที่สำหรับตวง (Jigger)
      • น้ำแข็งก้อน (Ice Cubes)
      • แก้ว ( Glass)
      • ประดับ ตกแต่ง (Gernish)
      • หลอดดูด

         
    5. การจัดชั้น (To Layer) คือการรินส่วนผสมเบาๆลงบนหลังช้อนบาร์ โดยเรียงลำดับส่วนผสมตามความหนักเบาของวัตถุดิบ การจัดชั้นแบบนี้ต้องรู้ว่าวัตถุดิบหรือเหล้าชนิดไหน หนัก เบากว่ากัน  จุดประสงค์ที่ต้องผสมแบบนี้คือ
      • ต้องการความสวยงาม
      • ต้องการรสชาติที่แท้จริงและความเข้มข้นของเหล้า
      • ต้องการดื่มครั้งเดียวหมดแก้
      สรุปขั้นตอนปฏิบัติของการผสมแบบ To Layerแก้ว( Glass)

      • สูตร หรือส่วนผสม (Mixer)
      • ที่สำหรับตวง (Jigger)
      • ช้อนบาร์ (Bar Spoon)
      ค็อกเทลชนิดนี้เป็นประเภท
      • เหล้าหวาน + เหล้า 
      • เหล้าหวาน + เหล้าหวาน + เหล้าหวาน + เหล้า
      • ไซรัป + เหล้าหวาน + เหล้าหวาน + เหล้า
    ชื่อสกุลค็อกเทล (Cocktail Name Family)
    • ซาวร์ (Sour)    = เหล้า + ไซรัป + น้ำมะนาวสด
    • คอลลินส์ (Collins) =  (ซาวร์) + โซดา
    • สวิสเซล (Swizzle) = (คอลลินส์) + บิทเทอร์ + โซดา
    • ฟิซซ์ (Fizz)  = (คอลลินส์) + ไข่ขาว + โซดา
    • สลิง (Sling)  = (คอลลินส์) + ไข่ขาว + กรีนาดีน + โซดา
    • แดสเลส (Daisles) = (ซาวร์) + กรีนาดีน
    • ริคกี้ (Ricky)  = ไฮบอล + เหล้า + โซดา + น้ำมะนาว
    • บัค (Buck)  = ไฮบอล + น้ำมะนาว + โซดา
    • โอลด์แฟชั่น (Old Fashion) = ร็อค + เหล้า + ไซรัป + บิทเทอร์ + โซดา
    • มาร์ตินี่ (Martini)  = สุราสีขาว(White Spirit) + ดราย เวอร์มูท
    • แดคิวรี่ (Daiquiri)  = (ซาวร์) + ทริเปิ้ล เซค
    • ฟลิพ (Flip)  = เหล้า + ไข่แดง + ครีม + ถั่ว (Nut Mag)
    • คอฟฟี่ (Coffee)  = เหล้า + คอฟฟี่ + ครีม + ลิเคียว  

    Cocktail คืออะไร


    ค็อกเทล ?  

    ค็อกเทล หมายถึง...

       คำว่า “ค็อกเทล” (COCKTAIL) หมายถึง เครื่องดื่มผสมที่มีเหล้า (วัตถุดิบที่มีแอลกอฮอล์) 1 ชนิดหรือมากกว่าเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มแก้วนั้น เครื่องดื่มผสมบางแก้วมีส่วนประกอบที่เป็นเหล้าเป็นส่วน ประกอบชนิดเดียวหรือบางแก้วมีส่วนประกอบที่เป็นเหล้าถึง 3-4 ชนิด ยกตัวอย่างเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของ เหล้าเพียง 1 ชนิด เช่น สกูร ไดรฟเว่อร์ (SCREWDRIVER)ซึ่งมีวอดก้าที่เป็นเหล้าเป็นส่วนประกอบ บลัดดี้ แมรี่ (BLOODY - MARY) ซึ่งก็มีวอดก้าเป็นส่วนประกอบอีกเช่นกัน จิน โทนิค (Gin tonnic)มีจินที่เป็นเหล้าเป็นส่วนประกอบส่วนเครื่องดื่มที่มีส่วน ผสมของเหล้ามากกว่า 1 ชนิด เช่น สิงคโปร์ สลิง ( singapore Sling) มี จิน เชอร์รี่ บรั่นดี คอนโทร เป็นส่วนประกอบซอมบี้ (ZOMBIE) จะมีเหล้าอยู่ 3 ชนิด คือ รัมสีขาว รัมสีดำ และแอปริคอต - บรั่นดี  

    ค็อกเทล คืออะไร...  


    คำว่า “ค็อกเทล” หมายถึงเครื่องดื่มผสมที่มีเหล้า(วัตถุดิบที่มีแอลกอฮอล์)เป็นส่วนไม่มีเหล้าเป็นส่วนประกอบเราจะเรียกว่า“ม็อกเทล” (mocktail)   ประกอบส่วนเครื่องดื่มผสมที่ซึ่งม็อก (Mock) ในภาษาอังกฤษแปลว่า จำลองหรือสิ่งใด ๆที่เลียนแบบของจริง ดังนั้น”ม็อกเทล” ถ้าแปลตรงตัวจะแปลว่า เครื่องดื่มผสมที่ทำจำลองให้เหมือน “ค็อกเทล” เพียงแต่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ “ม็อกเทล”ส่วนมากจะเป็นเครื่องดื่มที่ทำ มาจากการผสมน้ำผลไม้ต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่ก็มีไม่น้อยที่ใช้น้ำดื่มอัดลมเช่น 7-อัพโซดา โค้ก ไอศกรีม นมสด ครีม หรือแม้แต่กาแฟเป็นส่วนประกอบในการทำ”ม็อกเทล”ยกตัวอย่าง “ม็อกเทล”ที่รู้จักกันทั่วไป   คือ ฟรุทพั้นช์ (Fruit Punch) พุซซี่ ฟูท (Pussy Foot) เชอร์ลี่แทมเพิล (Shirley Temple)



                                                                                    

    ประวัติค็อกเทล


    ค็อกเทล (cocktail) เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ใช้เหล้าชนิดต่าง ๆ ผสมกัน ใส่นํ้าแข็ง แล้วเขย่า และอาจใส่นํ้าผลไม้หรือชิ้นผลไม้เพื่อเพิ่มสีหรือรสให้แปลก ๆ ออกไป นิยมดื่มก่อนอาหาร

    ประวัติ
         ต้นกำเนิดของเครื่องดื่มค็อกเทลนั้นไม่ปรากฎชัด ส่วนการผสมเครื่องดื่มแบบนี้มีมาแต่สมัยศตวรรษที่ 14 ในประเทศฝรั่งเศสโดยใช้เบียร์  เหล้า น้ำผึ้งเป็นหลักแล้วจึงนำมาผสมกับเหล้าที่ใส่เครื่องเทศ และมีพัฒนาการไปใช้ ไวน์ เหล้า เครื่องเทศ น้ำตาล ผลไม้ ผสมกัน โดยชาวฝรั่งเศสเรียกว่า coquetel (คอเกอเตล)
    ประมาณปีพ.ศ. 2310 ถึงพ.ศ.2326 ทหารฝรั่งเศสเดินทางไปช่วยสหรัฐอเมริกาทำสงครามกับประเทศอังกฤษและทหารฝรั่งเศสได้ผสมเครื่องดื่มแบบนี้ดื่มกันและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ทหารของสหรัฐอเมริกา แม้สงครามจะหยุดลงแล้วความชื่นชอบในเครื่องดื่มชนิดนี้ก็ยังคงอยู่ และแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนการเรียกขานชื่อคาดว่าเพี้ยนมาจากคำว่า coquetel (คอเกอเตล) ในภาษาฝรั่งเศส






    และชาวอเมริกาก็นิยมดื่มเครื่องดื่มนี้มากมักจะเรียกชื่อว่าค็อกเทอร์ “Cockters” และเรียกเพี้ยนไปเป็นค็อกเทล “Cocktail” จนติดปากมาจนถึงทุกวันนี้